เรนเจอร์ไปเที่ยวญี่ปุ่น
และแล้วคุณพ่อก็ตัดสินใจพาพวกเราไปญี่ปุ่นแบบกะทันหัน แทบไม่ทันตั้งตัว...
เราสองจิต สองใจมาตั้งแต่เรนเจอร์คลอด ว่าเมื่อไหร่นะเราจะพาลูกไปเที่ยวต่างประเทศกะเค้าได้บ้าง เราเองตั้งแต่ท้องแล้วมีภาวะแท้งคุกคามก็ไม่ได้ไปไหนเลย ทั้งที่ก่อนที่จะมีน้องเรนเจอร์เราจะเที่ยวต่างประเทศกันเกือบทุกปี หลังคลอดแล้วจะบินไปชมโลกกว้างเมื่อไหร่กันดีนะ...
เราอ่านหนังสือพาลูกเที่ยวต่างประเทศหลายเล่มมาก เพื่อจะเตรียมตัว เพราะเดินทางต่างประเทศกับเจ้าตัวน้อยมันมีอะไรที่ต้องเตรียมตัวเยอะขึ้นน่ะซี้ อ่านเยอะจัดจนตัดสินใจว่ายังไม่ไปดีกว่า ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูกในทุกๆวัน หากต้องทำอะไรเพิ่มขึ้นอีกนิดต้องตายแน่ๆ แต่ก็น่าเสียดาย ถ้าเราพาเค้าไปเที่ยวได้ตั้งแต่ เบบี๋ เค้าจะมีรูปถ่ายน่ารักๆ ที่เปลี่ยนฉากหลังไปเรื่อยๆ บนโลกนี้ และแม่ตุ๊กตา เขียนไว้ในหนังสือเที่ยวรอบลูกว่า พาเค้าเที่ยวตั้งแต่เล็กๆ ก็ไม่ได้คาดหวังว่าลูกจะจำอะไรได้ แต่ที่น่าจดจำคือ ประสบการณ์ ที่เราได้ใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว และที่สำคัญ ก่อนมีลูกเที่ยวกันเป็นประจำ พอมีลูก กลับต้องอดเที่ยวไปก็คงเป็นเรื่องน่าเสียดาย เหมือนกับชีวิตต้องเปลี่ยนไปมากมายเหลือเกินไรงี้.... เราว่าก็จริงนะ ความสนุกของการเที่ยวตอนนี้คือการได้ใช้เวลาร่วมกันกับประสบการณ์ใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ แต่เราพร้อมรึยังน้าาา
คุณพ่อ ต้องไปทำงานที่ญี่ปุ่น!!! เราพาลูกไปเที่ยวกัน...อะจึ๋ย ในที่สุดคุณพ่อก็ตัดสินใจให้ ว่าถึงเวลาแล้ว ที่จะพาลูกเดินทาง... คุณแม่ต้องพร้อมแล้วล่ะ
ตอนนี้เรนเจอร์อายุ 10 เดือน ครึ่งเติบโตขึ้นทุกวัน และเร็วมาก มีการเปลี่ยนแปลง พัฒนาการอย่างรวดเร็ว จนบางทีคุณแม่ก็งง
10 เดือนครึ่งแล้วตั้งแต่คลอด เราปรับตัวเข้าหากัน เรียนรู้กัน จนเริ่มรู้ใจละ ว่าทำหน้าแบบนี้ ร้องแอะๆแบบนี้ ต้องการอะไร เริ่มไม่กลัวกับการเผชิญกับเสียงร้องไห้ของลูกละ ก็น่าจะเป็นเวลา ที่เหมาะสมละที่จะเดินทาง
เราอ่านหนังสือพาลูกเที่ยวตั้งแต่เบบี้ หลายเล่มมาก แต่เล่มที่เอาเป็นหลักคือ "เที่ยวรอบลูก" ของแม่ตุ๊กตา พนิดา ที่นอกจากจะ เล่ารายละเอียดต่างๆในการเตรียมตัวแล้ว ยังสร้างแรงบันดาลใจด้วยภาพน่ารักๆ ให้คุณแม่ที่ต้องลุกขึ้นมาเตรียมนู่นนี่นั่นอย่างหนัก ตัดสินใจ เอาวะ ลองดูซักตั้ง
คุณพ่อจองตั๋วเรียบร้อยแล้ว สรุปเราจะไปพักบ้านคุณยายอ๊อตที่จังหวัดกุมมะกัน ค่าตั๋วของน้องเรนเจอร์ 25% ของตั๋วผู้ใหญ่พร้อมน้ำหนักกระเป๋าได้อีก 10kg คุณแม่เขียนลิสต์ของที่ต้องจัดไว้เยอะมาก แบ่งตามหมวดหมู่ ใกล้วันเดินทางเข้ามาจริงๆก็อดที่จะลนลานไม่ได้ บอกตัวเองว่าตั้งสติ!!! คิดง่ายๆ เอาของที่ใช้ในชีวิตประจำวันไป อันที่ต้องเอาไปเผื่อทั้งหลาย ไม่ต้องกังวล หากจำเป็นต้องใช้จริงๆก็ไปหาเอาดาบหน้าละกัน คงไม่ได้หายากลำบากมากมายนัก ซึ่งก็จริงดังคาด ของที่เตรียมไปหลายอย่างไม่ได้ใช้
เราได้ไฟลท์บินกันเช้ามาก และต้องออกจากบ้านกันตั้งแต่ตี 3 เราเลยอาบน้ำแต่งตัวน้องเรนเจอร์ ใส่ชุดที่จะเดินทางไว้เลย พอถึงเวลาก็อุ้มไปเลย คุณพ่อจัดแจงนัดแท๊กซี่คันใหญ่ ในราคาเหมา ซึ่งนับว่าสะดวกมาก เพราะตอนตี 3 ถ้าต้องเดินออกเรียกแท๊กซี่คงลำบากน่าดู และอาจต้องใช้ 2 คัน เพราะคุณยายเดินทางด้วย ระบุไปเลยว่าต้องการแท๊กซี่คันใหญ่ ขนกระเป๋าผู่ใหญ่ 3 คน พอแน่นอน
น้องเรนเจอร์หลับสนิทมาในขณะที่คุณแม่แทบไม่ได้นอนเลย ทั้งตื่นเต้นวิตกกังวล ลุกลี้ลุกลนหนักมาก พอถึงเวลแท๊กซี่มารับ ตรงเวลามาก อุ้มน้องเรนเจอร์ขึ้นรถ ไม่ร้องซักแอะ แต่ไม่หลับต่อแฮะ รู็ว่ามีสิ่งผิดปกติแน่นอน "เรากำลังไปที่ไหนกันนะ" นั่งอยู่บนตักคุณแม่เงียบๆ แต่ตาจ้องมองคุณพ่อตลอดเวลา ตลกหน้าตาสงสัยของน้องเรนเจอร์มากเลย จนมาถึงสนามบินเช็คอินเรียบร้อยก็ยังไม่หลับ
เดินทางกับเบบี๋ ได้สิทธิ์พิเศษมากมาย ตอนตรวจ passport control ก็เข้าช่อง fast lane ได้เลย ไม่ต้องต่อคิวนาน เพราะเด็กเล็กจะร้องงอแง ไม่อยากอยู่เฉยๆ ในแถว ตอนขึ้นเครื่องก็จะได้ขี้นก่อน หลังผู้โดยสารชั้น firstclass รอบนี้คุณพ่อลืมแจ้งทางสายการบินว่าขอ Baby meal ด้วย ไปแจ้งตอน เช็คอินก็ไม่ทันละ เค้าบอกว่าต้องแจ้งก่อน 24 ชม. เลยได้เฉพาะตอนขากลับ ดีว่า เราเตรียมอาหารสำเร็จรูป (ยี่ห้อพีชชี่) ถือขึ้นเครื่องเผื่อไปด้วย ใส่ถุงซิปล็อคไว้กับนมแม่ที่จะเอาไว้กินบนเครื่อง พร้อมช้อนและผ้าเช็ดปาก ซึ่งตอนแรกก็กังวลกับการถือนมแม่ขึ้นเครื่อง เพราะเป็นของเหลว หาข้อมูลจากในอินเตอร์เน็ทก็หลากหลาย บ้างก็ว่าถือขึ้นได้ บ้างก็ว่าโดนให้ทิ้ง เราเลยตัดสินใจถือขึ้นเฉพาะที่กินในวันนั้น ส่วนที่จะเอาไปกินที่นู่นแพ็คใส่ไอซ์แพ็ค โหลดลงเครื่องดีกว่า เพื่อความชัวร์ ซึ่งทุกอย่างก็ผ่านตลอด นมก็ไม่เสีย ถึงที่พักก็รีบเอาเข้าตู้เย็น สบายใจได้
ถึงตอนเครื่องบินขึ้น คุณแม่เริ่มวิตกกังวลกระสับกระส่าย จะจับลูกเข้าเต้าอย่างเดียว ลูกก็ตื่นเต้นจะดูนุ่นดูนี่ไม่ยอม แต่พอเริ่ม take off จริงๆ เท่านั้นแหละ เรนเจอร์เหมือนรู้ตัว ว่ามีสิ่งผิดปกติอะไรซักอย่างเลยยอมเข้าเต้านอนหลับแต่โดยดี
อยู่บนเครื่องก็เล่นอยู่บนตัก คุณแม่ที คุณพ่อที คุณยายที ร้องงอแงก็พาไปเดินเล่นหน้าห้องน้ำ โชคดีเครื่องที่เราไปเป็นเครื่องใหญ่ A380 มี 2 ชั้น เลยมีพื้นที่หน้าห้องน้ำกว้างเชียว เดินออกมายืดเส้นยืดสายได้สบาย
พอถึงเวลาเครื่องจะลง ก็เหมือนเดิม เอาเข้าเต้า คราวนี้ยอมเข้าแบบราบรื่น เครื่องบินลงแตะผืนแผ่นดินญี่ปุ่นอย่างปลอดภัย และเด็กน้อยก็ไม่ร้องเลยซักแอะ สบายใจแม่แล้วละขากลับไว้ลุ้นกันอีกทีน้า...
เราสองจิต สองใจมาตั้งแต่เรนเจอร์คลอด ว่าเมื่อไหร่นะเราจะพาลูกไปเที่ยวต่างประเทศกะเค้าได้บ้าง เราเองตั้งแต่ท้องแล้วมีภาวะแท้งคุกคามก็ไม่ได้ไปไหนเลย ทั้งที่ก่อนที่จะมีน้องเรนเจอร์เราจะเที่ยวต่างประเทศกันเกือบทุกปี หลังคลอดแล้วจะบินไปชมโลกกว้างเมื่อไหร่กันดีนะ...
เราอ่านหนังสือพาลูกเที่ยวต่างประเทศหลายเล่มมาก เพื่อจะเตรียมตัว เพราะเดินทางต่างประเทศกับเจ้าตัวน้อยมันมีอะไรที่ต้องเตรียมตัวเยอะขึ้นน่ะซี้ อ่านเยอะจัดจนตัดสินใจว่ายังไม่ไปดีกว่า ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูกในทุกๆวัน หากต้องทำอะไรเพิ่มขึ้นอีกนิดต้องตายแน่ๆ แต่ก็น่าเสียดาย ถ้าเราพาเค้าไปเที่ยวได้ตั้งแต่ เบบี๋ เค้าจะมีรูปถ่ายน่ารักๆ ที่เปลี่ยนฉากหลังไปเรื่อยๆ บนโลกนี้ และแม่ตุ๊กตา เขียนไว้ในหนังสือเที่ยวรอบลูกว่า พาเค้าเที่ยวตั้งแต่เล็กๆ ก็ไม่ได้คาดหวังว่าลูกจะจำอะไรได้ แต่ที่น่าจดจำคือ ประสบการณ์ ที่เราได้ใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว และที่สำคัญ ก่อนมีลูกเที่ยวกันเป็นประจำ พอมีลูก กลับต้องอดเที่ยวไปก็คงเป็นเรื่องน่าเสียดาย เหมือนกับชีวิตต้องเปลี่ยนไปมากมายเหลือเกินไรงี้.... เราว่าก็จริงนะ ความสนุกของการเที่ยวตอนนี้คือการได้ใช้เวลาร่วมกันกับประสบการณ์ใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ แต่เราพร้อมรึยังน้าาา
คุณพ่อ ต้องไปทำงานที่ญี่ปุ่น!!! เราพาลูกไปเที่ยวกัน...อะจึ๋ย ในที่สุดคุณพ่อก็ตัดสินใจให้ ว่าถึงเวลาแล้ว ที่จะพาลูกเดินทาง... คุณแม่ต้องพร้อมแล้วล่ะ
ตอนนี้เรนเจอร์อายุ 10 เดือน ครึ่งเติบโตขึ้นทุกวัน และเร็วมาก มีการเปลี่ยนแปลง พัฒนาการอย่างรวดเร็ว จนบางทีคุณแม่ก็งง
10 เดือนครึ่งแล้วตั้งแต่คลอด เราปรับตัวเข้าหากัน เรียนรู้กัน จนเริ่มรู้ใจละ ว่าทำหน้าแบบนี้ ร้องแอะๆแบบนี้ ต้องการอะไร เริ่มไม่กลัวกับการเผชิญกับเสียงร้องไห้ของลูกละ ก็น่าจะเป็นเวลา ที่เหมาะสมละที่จะเดินทาง
เราอ่านหนังสือพาลูกเที่ยวตั้งแต่เบบี้ หลายเล่มมาก แต่เล่มที่เอาเป็นหลักคือ "เที่ยวรอบลูก" ของแม่ตุ๊กตา พนิดา ที่นอกจากจะ เล่ารายละเอียดต่างๆในการเตรียมตัวแล้ว ยังสร้างแรงบันดาลใจด้วยภาพน่ารักๆ ให้คุณแม่ที่ต้องลุกขึ้นมาเตรียมนู่นนี่นั่นอย่างหนัก ตัดสินใจ เอาวะ ลองดูซักตั้ง
คุณพ่อจองตั๋วเรียบร้อยแล้ว สรุปเราจะไปพักบ้านคุณยายอ๊อตที่จังหวัดกุมมะกัน ค่าตั๋วของน้องเรนเจอร์ 25% ของตั๋วผู้ใหญ่พร้อมน้ำหนักกระเป๋าได้อีก 10kg คุณแม่เขียนลิสต์ของที่ต้องจัดไว้เยอะมาก แบ่งตามหมวดหมู่ ใกล้วันเดินทางเข้ามาจริงๆก็อดที่จะลนลานไม่ได้ บอกตัวเองว่าตั้งสติ!!! คิดง่ายๆ เอาของที่ใช้ในชีวิตประจำวันไป อันที่ต้องเอาไปเผื่อทั้งหลาย ไม่ต้องกังวล หากจำเป็นต้องใช้จริงๆก็ไปหาเอาดาบหน้าละกัน คงไม่ได้หายากลำบากมากมายนัก ซึ่งก็จริงดังคาด ของที่เตรียมไปหลายอย่างไม่ได้ใช้
เราได้ไฟลท์บินกันเช้ามาก และต้องออกจากบ้านกันตั้งแต่ตี 3 เราเลยอาบน้ำแต่งตัวน้องเรนเจอร์ ใส่ชุดที่จะเดินทางไว้เลย พอถึงเวลาก็อุ้มไปเลย คุณพ่อจัดแจงนัดแท๊กซี่คันใหญ่ ในราคาเหมา ซึ่งนับว่าสะดวกมาก เพราะตอนตี 3 ถ้าต้องเดินออกเรียกแท๊กซี่คงลำบากน่าดู และอาจต้องใช้ 2 คัน เพราะคุณยายเดินทางด้วย ระบุไปเลยว่าต้องการแท๊กซี่คันใหญ่ ขนกระเป๋าผู่ใหญ่ 3 คน พอแน่นอน
น้องเรนเจอร์หลับสนิทมาในขณะที่คุณแม่แทบไม่ได้นอนเลย ทั้งตื่นเต้นวิตกกังวล ลุกลี้ลุกลนหนักมาก พอถึงเวลแท๊กซี่มารับ ตรงเวลามาก อุ้มน้องเรนเจอร์ขึ้นรถ ไม่ร้องซักแอะ แต่ไม่หลับต่อแฮะ รู็ว่ามีสิ่งผิดปกติแน่นอน "เรากำลังไปที่ไหนกันนะ" นั่งอยู่บนตักคุณแม่เงียบๆ แต่ตาจ้องมองคุณพ่อตลอดเวลา ตลกหน้าตาสงสัยของน้องเรนเจอร์มากเลย จนมาถึงสนามบินเช็คอินเรียบร้อยก็ยังไม่หลับ
เดินทางกับเบบี๋ ได้สิทธิ์พิเศษมากมาย ตอนตรวจ passport control ก็เข้าช่อง fast lane ได้เลย ไม่ต้องต่อคิวนาน เพราะเด็กเล็กจะร้องงอแง ไม่อยากอยู่เฉยๆ ในแถว ตอนขึ้นเครื่องก็จะได้ขี้นก่อน หลังผู้โดยสารชั้น firstclass รอบนี้คุณพ่อลืมแจ้งทางสายการบินว่าขอ Baby meal ด้วย ไปแจ้งตอน เช็คอินก็ไม่ทันละ เค้าบอกว่าต้องแจ้งก่อน 24 ชม. เลยได้เฉพาะตอนขากลับ ดีว่า เราเตรียมอาหารสำเร็จรูป (ยี่ห้อพีชชี่) ถือขึ้นเครื่องเผื่อไปด้วย ใส่ถุงซิปล็อคไว้กับนมแม่ที่จะเอาไว้กินบนเครื่อง พร้อมช้อนและผ้าเช็ดปาก ซึ่งตอนแรกก็กังวลกับการถือนมแม่ขึ้นเครื่อง เพราะเป็นของเหลว หาข้อมูลจากในอินเตอร์เน็ทก็หลากหลาย บ้างก็ว่าถือขึ้นได้ บ้างก็ว่าโดนให้ทิ้ง เราเลยตัดสินใจถือขึ้นเฉพาะที่กินในวันนั้น ส่วนที่จะเอาไปกินที่นู่นแพ็คใส่ไอซ์แพ็ค โหลดลงเครื่องดีกว่า เพื่อความชัวร์ ซึ่งทุกอย่างก็ผ่านตลอด นมก็ไม่เสีย ถึงที่พักก็รีบเอาเข้าตู้เย็น สบายใจได้
ถึงตอนเครื่องบินขึ้น คุณแม่เริ่มวิตกกังวลกระสับกระส่าย จะจับลูกเข้าเต้าอย่างเดียว ลูกก็ตื่นเต้นจะดูนุ่นดูนี่ไม่ยอม แต่พอเริ่ม take off จริงๆ เท่านั้นแหละ เรนเจอร์เหมือนรู้ตัว ว่ามีสิ่งผิดปกติอะไรซักอย่างเลยยอมเข้าเต้านอนหลับแต่โดยดี
อยู่บนเครื่องก็เล่นอยู่บนตัก คุณแม่ที คุณพ่อที คุณยายที ร้องงอแงก็พาไปเดินเล่นหน้าห้องน้ำ โชคดีเครื่องที่เราไปเป็นเครื่องใหญ่ A380 มี 2 ชั้น เลยมีพื้นที่หน้าห้องน้ำกว้างเชียว เดินออกมายืดเส้นยืดสายได้สบาย
พอถึงเวลาเครื่องจะลง ก็เหมือนเดิม เอาเข้าเต้า คราวนี้ยอมเข้าแบบราบรื่น เครื่องบินลงแตะผืนแผ่นดินญี่ปุ่นอย่างปลอดภัย และเด็กน้อยก็ไม่ร้องเลยซักแอะ สบายใจแม่แล้วละขากลับไว้ลุ้นกันอีกทีน้า...
หน้าตาเด็กน้อยตอนออกเดินจากจากบ้านไปสนามบินตอนตี 3
คุณแม่หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น